Site Statistics

  • Current Active Users7
  • Active Guests7
  • Active Registered0
  • Unique Visits Today105
  • Unique Visits Yesterday25
  • Visits This Week477
  • Visits Previous Week476

เมื่อคุณต้องการจะมีรถสักคันหนึ่ง ไม่ยากเย็นอะไรแค่มีเงิน หรือมีความสามารถที่จะผ่อนไหว ทั้งนี้ถ้าคุณชอบใช้รถ used car หรือรถมือสอง นอกจากจะต้องตรวจสอบสภาพรถทั้งคันแล้วยังต้องตรวจสอบทะเบียนด้วย ก็เพราะรถเป็นสินค้ามีทะเบียน ดังนั้นเมื่อคุณตกลงซื้อรถคันที่คุณหมายปองก็ต้องไปโอนทางทะเบียนให้ถูกต้องด้วย หรือถ้าในกรณีที่คุณเป็นผู้ขายรถ แม้ว่าคุณจะขายไปแล้ว รับเงินมาแล้วและการครอบครองเป็นของคนซื้อเพราะคนซื้อเอาไปขับแล้วก็ตาม แต่ในทางกฎหมายแล้ว ใครก็ตามที่มีชื่อเป็นเจ้าของรถก็ต้องรับผิดในกรณีที่เมื่อรถไปเกิดอะไรขึ้น เช่น เกิดอุบัติเหตุหรือถูกนำไปใช้ผิดกฎหมาย ดังนั้นเมื่อจะซื้อขายรถก็ต้องไปโอนกันให้เรียบร้อยในทางทะเบียนด้วย ไม่อย่างนั้น ใครก็ตามที่มีชื่อเป็นเจ้าของรถอาจต้องรับผิดต่าง ๆ ได้

แต่หากคุณเป็นคนที่ต้องซื้อหรือขายรถ ขายรถให้เต๊นท์ไป หรือเห็นรถตามเต็นท์แล้วเกิดถูกใจรถสักคันและต้องการนำมาใช้งานหรือแม้แต่ซื้อกับนายหน้าขายรถทั่วไป คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องของการ “โอนลอย” มาบ้าง ได้ยินเฉย ๆ ก็แทบไม่ได้บอกอะไรว่าการโอนลอยนี่มันเป็นยังไงแน่ ดูมันลอย ๆ ยังไงไม่รู้ใช่ไหม

ตามปกติ การซื้อขายรถยนต์ส่วนบุคคลจะมีเอกสารประกอบ ดังต่อไปนี้

    1. ทะเบียนรถยนต์
    2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ของผู้ครอบครอง
    3. สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้ครอบครอง
    4. หนังสือมอบอำนาจ จากกรมการขนส่งทางบก พร้อมลายเซ็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าว
    5. หนังสือโอนรถ จากกรมการขนส่งทางบก พร้อมลายเซ็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์


ดังนั้น การโอนลอย จึงหมายถึง ในการซื้อ-ขาย นั้น ผู้ขายได้มอบรถยนต์ พร้อมเอกสาร ข้อ 1 – 5 ให้กับผู้ซื้อ โดยที่ ผู้ซื้อยัง
ไม่ได้ เซ็นในหนังสือมอบอำนาจว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจในการโอนรถ (อาจเพราะรถยังไม่ได้ถูกซื้อ) กับหนังสือชุดโอนรถว่าเป็นผู้รับ
โอนสิทธิ

แม้การโอนลอยที่นิยมทำ ๆ กันอยู่นี้ โดยเฉพาะการซื้อขายรถยนต์ตามเต็นท์ซึ่งเป็นการลัดขั้นตอนที่ผู้ขายรถจะต้องมาโอนให้กับเต๊นท์ ก่อนที่เต๊นท์จะโอนให้กับผู้ซื้อ ซึ่งในทางธุรกิจแล้วมักเห็นว่าเป็นเรื่องเสียเวลาที่เต๊นท์จะต้องไปทำเรื่องรับโอนจากผู้ขายและโอนให้กับผู้มาซื้อ จึงทำเพียงโอนลอยไว้ เมื่อมีผู้มาซื้อรถคันดังกล่าวก็โอนให้ผู้ซื้อเพียงขั้นตอนเดียวก็เสร็จเรื่อง

เช่นเดียวกับการขายรถโอยไม่ได้โอน แม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม แต่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการโอนลอยมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ซื้อนำรถไปเกิดอุบัติเหรุหรือนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย ความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาอาจจะอยู่ที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้น
เอ...คราวนี้เมื่อมีการโอนลอย กรรมสิทธิ์อยู่ที่ใครล่ะ เต๊นท์หรือคนขาย

อย่างที่กล่าวมาแล้ว ใครก็ตามที่มีชื่อปรากฎเป็นเจ้าของรถ (หรือผู้ครอบครอง) ในสมุดทะเบียน กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าคน ๆ นั้น เป็นเจ้าของรถ การโอนลอยโดยมากยังไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้น หากเกิดเหตุใด ๆ ขึ้นกับรถ โดยหลักนี้เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงยังต้องรับผิดชอบรถด้วย แต่เรื่องนี้เนื่องจาก มี “การซื้อขาย” เกิดขึ้นแล้ว มีการจ่ายเงินเป็นค่ารถ และมีการโอนทางเอกสาร เพียงแต่เอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ และในทางเอกสารเรื่องสมุดทะเบียนก็เป็นเพียงหลักฐานการเป็นเจ้าของรถ และมีเพื่อความสะดวกในการพิสูจน์ว่าใครคือผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น เรื่องนี้จึงยังสามารถพิสูจน์ในศาลได้ว่าตกลงใครเป็นเจ้าของรถและแต่ละฝ่ายมีความรับผิดชอบแค่ไหนอย่างไร ต่อไปได้

ข้อควรระวังสำหรับการซื้อขายตามเต๊นท์หรือจะซื้อขายกับนายหน้าก็ตาม ก็คือ ไม่ว่าคุณจะซื้อหรือขาย ถ้าเป็นไปได้ก็โอนกันทางทะเบียนไปให้เรียบร้อย อาจจะเสียเวลาบ้างแต่ก็ลดความเสี่ยงไปได้มากทีเดียว แต่ถ้าคุณต้องการโอนลอยจริง ๆ แล้วละก็ ควรทำเป็นเอกสารที่ต้องมีรายละเอียดที่ระบุชัดเจนว่าขายรถเมื่อไร ขายให้ใคร ราคาเท่าไร และคุณต้องระบุด้วยว่าได้เซ็นโอนลอยไว้ด้วยเพราะเผื่อเกิดอะไรขึ้น จะได้พิสูจน์ได้ว่าคุณได้ตกลงขายรถคันนั้นไปแล้วตามเอกสารที่คุณมี
.... คราวนี้คุณจะได้สบายใจไร้กังวล ไม่ว่าจะซื้อหรือจะขายรถ ....